ช่วงขณะหนึ่งแห่งชีวิต

posted on 01 Apr 2010 01:55 by j2jtr-b  in jOurnEy

การเดินทาง....

แรกเริ่ม สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับ สถานที่ที่จะไปครั้งนี้...
๑.เป็นบ้านของพี่โจ โจน จันได
๒.อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่
๓.อยู่บนเขา
๔.ต้องใช้ไฟฉาย
๕.พี่โจ แนะนำให้เตรียมถุงนอนไป
๖.เราเดินทางโดยใช้รถไฟ
๗.เวลานัดคือ ๑๙.๐๐ ที่หัวลำโพง
๘.มีพี่เก๋ไปด้วย
๙.ความสุข...รออยู่ที่นั่น

 

 

เรื่องนี้มีชื่อเต็มว่า...

 

“เขย่า” ความคิด ปะทะ “สั่นคลอน” ความเชื่อมั่น  

 

   เรื่องต่อไปนี้เป็นเพียงหนึ่งหน้าของ บันทึกความทรงจำ ที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสับสนในจิตใจ ความงุนงงสงสัยที่ต้องการความจริง เคล้าด้วยคราบเหงื่อไคล แว่วเสียงสะท้อนจากเนินเขา สูดกลิ่นไอแห่งความเป็นบ้านนอก ผ่านม่านหมอกของมวลพลัง เข้าสู่การเดินทางของความคิดและความเชื่อมั่น... 

 

การเดินทาง ที่มีชื่อว่า “น้ำต้มผักก็ว่าหวาน”

การเดินทาง ครั้งแรกกับเครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา

การเดินทาง เพื่อหาความรู้ หาที่พักทางใจ หาเพื่อนใหม่สายพันธุ์เดียวกัน

การเดินทาง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางความคิด และความเชื่อมั่น

การเดินทาง มุ่งหน้าสู่ความมั่นคงทางอาหาร และจิตใจ

การเดินทาง นี้ใช้ความจริงเป็นดั่งเข็มทิศนำทางการเดินทางจากเมืองหลวงสู่ “พันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง และศูนย์เมล็ดพันธุ์” อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่  

 

 

แสงแรกบนรถไฟขบวนที่แล่นจากเมืองหลวง สิ้นสุดที่เมืองเชียงใหม่  

 

1 >>>สังคมเธอ สังคมฉัน สังคมโลก สังคมเดียวกัน<<< 

 

   ลองปิดกั้นระบบการรับรู้ทั้งหมด แล้วจินตนาการถึงความเป็นจริงในสังคมเมืองสมัยนี้ สังคมของผู้ที่คิดว่าตนเองเป็นดั่ง “คนที่เจริญแล้ว” มาอาศัยอยู่ร่วมกัน

   เป็นระบบการอยู่ร่วมกันในแบบที่เรียกว่า “ตัวเธอ ตัวฉัน” หากมีผลประโยชน์ร่วมกันก็เปลี่ยนมาเรียกให้ดูเป็นกันเองหน่อยว่า “พวกเรา”  

 

สังคมเมือง, “รวยเงิน แต่ จนน้ำใจ”

   ความเจริญวัยทางด้านวัตถุเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับความลดน้อยถอยลงของความเจริญวัยทางด้านจิตใจ

   การผลัดเปลี่ยนวันวัยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเต็มอัตราเร่ง ซึ่งทำให้ยากแก่การปรับเปลี่ยนให้เข้าสู่สภาวะสมดุลของ “มวลพลังทางวัตถุ” กับ “มวลพลังทางจิตใจ”

   ส่งผลให้จิตใจไม่แข็งแรงมากพอ ที่จะต้านทานกิเลสและความอยากได้อยากมีทางวัตถุ มวลพลังทางวัตถุจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการดำเนินชีวิต 

  

    ชีวิตคนทั่วไปทุกวันนี้จึง “ยาก” เกินกว่าที่ควรจะเป็น...  

 

สังคมบ้านนอก, “จนเงิน แต่ รวยน้ำใจ”

   การใช้ชีวิตตามวิถีพอเพียงจะเป็นอย่างไรหนอ?

   การผลัดเปลี่ยนวันวัยจะมีผลต่อการดำเนินชีวิต ของเหล่าเกษตรกรบ้านนอกสักแค่ไหน?

  

   วิถีชีวิตของเค้าเหล่านั้นจะยังคง “เรียบง่าย” ไม่มากเรื่อง ไม่เยอะแยะ เหมือนที่เป็นเช่นเก่าก่อนไหมหนอ?

 

ขบวนรถแดงที่ลำเลียงพวกเราชาวน้ำต้มผักจากสถานีรถไฟ ไปสู่ที่พักทางใจ ณ พันพรรณ

  

   คงจะมีเพียงความจริงเท่านั้นที่ตอบได้ ความจริงที่เราควรจะบอกต่อ บอกต่อ บอกต่อ และบอกต่อแก่กัน ให้มากที่สุด 

 

   ในวันที่ทั้งโลกต่างหันหน้ามาโกหกกันอย่างเปิดเผย!!!

   ในมุมหนึ่งยังคงมีกลุ่มคนอีกไม่น้อยที่ต่างพร้อมกาย-พร้อมใจ ลุกขึ้นมาพูดความจริง ความจริงที่ทั้งโลกต่างรู้และตระหนัก ความจริงเกี่ยวกับความทรุดโทรมและขาดความสมดุลของดาวเคราะห์สีฟ้าดวงนี้

  

   โลกใบนี้ร้อนขึ้นทุกวินาที จากการกระทำของพวกเรา

  

   กับโครงการที่มีชื่อว่า...

 

     

 

   โครงการที่ท่านหัวหน้าทริปนำพาพวกเรา ชาวน้ำต้มผักก็ว่าหวาน เดินทางย้อนกลับไปสู่อดีต เพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตพื้นบ้าน การสะสมอาหาร และแสวงหาความมั่นคงของชีวิต...  

 

 

2 >>>ความคิด, ความเชื่อมั่น<<< 

 

   นั่งคำนึงถึงสองบุรุษ หนึ่งมากด้วยความคิด อีกหนึ่งหลากไปด้วยความเชื่อมั่น ที่เป็นผู้ถ่ายทอดมวลพลังหลักให้แก่เรื่องราวในหน้าบันทึกครานี้... 

 

“เหตุ” เกิดจากอาการสงสัยในความคิด, “ผล” คือการตามหาความเชื่อมั่นเหล่านั้น 

   

   ทั้งเหตุและผล จะหาทางออกของความสมดุลให้แก่กัน ได้จาก

   หนึ่ง, หนุ่มที่เป็นเจ้าแห่งความคิด

   และสอง, หนุ่มที่มีความเชื่อมั่นในความเรียบง่ายอย่างสุดตัว 

 

หนุ่มที่หนึ่ง บุรุษผู้ปราดเปรื่องในเรื่องของการ “เขย่า” ความคิด

 

พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน

   เหตุ เกิดจากสังคมเมืองคิดว่า เขาผู้นี้เป็นด้านสว่าง เป็นขั้วบวก เป็นเครื่องดื่มประเภทบำรุงสมอง

   ผล ที่ตามมาคือ สังคมเมืองเชื่อว่า เขาเป็นคนโดดเด่น น่ายกย่อง เป็นที่รู้จักและนับหน้าถือตา ทำงานเพื่อส่วนรวม ดำเนินชีวิตเยี่ยงปุถุชน คนดีดีทั่วไป!!!

 

ท่านหัวหน้าทริป พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน  

 

หนุ่มที่สอง บุรุษผู้สามารถ “สั่นคลอน” ความเชื่อมั่น ของผู้คนได้จากคำพูดเรียบง่าย

 

พี่โจ โจน จันได

   เหตุ เกิดจากสังคมเมืองคิดว่า เขาผู้นี้เป็นด้านมืด เป็นขั้วลบ เป็นเครื่องดื่มประเภทบั่นทอนการรับรู้ 

   ผล ที่ตามมาคือ สังคมเมืองเชื่อว่า เขาเป็นคนแปลก แตกแยก น้อยคนนักจะรู้จักและให้การยอมรับ ทำงานเพื่อส่วนตน ใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง นี่คนบ้าชัดชัด!!! 

 

 

พี่โจ โจน จันได หนุ่มไทยที่ความเชื่อมั่นเกินร้อย 

 

   ทั้งสองบุรุษต่างเป็นเหตุ และผล แห่งการเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางที่มีจุดมุ่งหมายปลายทางมิใช่ไร่พันพรรณ หากแต่เป็นความจริง เกี่ยวกับวิถีชีวิตอันเรียบง่าย...  

 

 

3 >>>เขย่าครั้งแรก ทำไม<<< 

 

   สายตาที่เหม่อลอยของเรา ถูกเรียกกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากประสาทการรับรู้ทางหู ถูกกระแทกด้วยเสียง “เขย่า” อย่างรุนแรงของท่านก้อง –-“  

 

“เดี๋ยวให้แต่ละคนได้พูดถึงเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจมาร่วมทริปในครั้งนี้”

 

   นั่นซิ่ อะไรดลบันดาลให้เรามานั่งร่วมวง กับเหล่าคนแปลกหน้ากลุ่มนี้ได้... 

 

 

มุมหนึ่งจากรอบวงสนทนา ที่ห้องเรียนธรรมชาติ ของห้องโถงกลางที่พันพรรณ  

 

 

4 >>>ตอบรับการเขย่าในครั้งแรก<<< 

 

   เหตุผลเดียว ที่เราตัดสินใจส่งเรื่องเข้าประกวด เพื่อชิงตำแหน่งที่นั่งบนขบวนรถไฟสาย กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ หากจะให้ชักแม่น้ำทั้งห้าแล้วมาสรุปยอดก็คงจะหนีไม่พ้น...

 

 

“เพราะว่าเราเกิดมีคำถาม และกระหายที่จะหาคำตอบ” 

 

   เจ้าคำถามที่ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ ซึ่งหวัง หวัง และหวัง เป็นอย่างสูงว่า การเดินทางคราวนี้คำตอบจะออกมาทักทาย ให้ได้เห็นหน้าและทำความรู้จักกันมั่งล่ะน่า ^^ 

   บางคนว่า ทุกคำถามมีคำตอบ เมื่อเกิดคำถามผู้คนจะเดินวนเวียน เพื่อค้นคว้าหาคำตอบ คำตอบไหนโดนใจ ตรงกับแนวความคิด ก็จะยึดมั่นมาไว้เป็นความเชื่อส่วนตัว

   หากเป็นเช่นนั้นแล้วคำถามของเราจะได้เจอกับคำตอบไหม... คงได้รู้กันในเร็ววันนี้

   แต่ตอนที่นั่งเขียนอยู่นี้ ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกัน และสานต่อความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นเสียแล้ว เรียกว่า อยู่ด้วยกันอย่างพอดีพอดี  

   ในค่ำคืนแห่งการหลับไหลทางตา แต่ความสว่างวาบทางความคิดกลับฉายให้เราเห็นบางสิ่ง เป็นเสียงเงียบงันแว่วมากับเสียงกรนแผ่วเบา... 

 

“ทุก คำตอบ ต่างกำลังรอคอย คำถาม รอการมาพบเจอซึ่งกันและกัน”  

 

   จริงอย่างนั้นเชียวหรือ???

  

 

5 >>>สั่นคลอนยกที่หนึ่ง: ใครคือครู ครูคือใคร<<< 

 

   บางเสี้ยวในความทรงจำของเรา จะได้ยินเสียงกระซิบแว่วเบาๆ ถึงคำพูดของพี่โจ ที่ชวนให้หวนกลับมาสงสัยอีกครั้ง ว่าดีแล้วหรือที่เราต้องมีคุณครู ต้องมีนักเรียน ต้องมีผู้สอน และต้องมีผู้ที่ถูกสอน...  

   ในสมุดบันทึกเล่มน้อยของเรา มีข้อความสั้น ง่าย ทดไว้จากคำพูดโปรยเปรยของพี่โจที่อ่านแล้วชวนให้คิดตาม มีใจความว่า

 

ที่นี่ไม่มีครู ไม่มีใครสอนใคร ทุกคนต่างมาเรียนรู้ร่วมกัน และเน้นการลงมือทำมากที่สุด

 

   ถ้อยคำอาจไม่ตรงนัก แต่ความหมายตรงตัว และเข้าใจได้ง่าย ช่างง่ายนักที่จะเข้าใจ หากแต่มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะคิดได้เฉกนี้...  

 

 

ห้องเรียน การทำน้ำสลัด ได้ลงมือทำกันอย่างสมใจ 

 

 

6 >>>โดนสั่นคลอน จากยกแรกเข้าเต็มอก<<< 

 

    ระบบการเรียนการสอน ที่คลุกเคล้าผสมกันจนกลายเป็นเนื้อเป็นหนัง กลั่นออกเป็นระบบความคิดของเรา

   ผ่านการสอนสั่งจากบรรดาครูบา แลอาจารย์ที่เป็นดั่งผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ตั้งแต่ครั้งสมัยเท้าเท่าฝาหอย จนวัยวันเข้าสู่ช่วงที่เท้าเท่าฝาบ้าน

  

   ขณะนี้ความรู้เหล่านั้นได้ถูกสั่นคลอนเสียแล้ว!!!  

 

เด็กน้อยและคุณครู ตั้งแถวรอขึ้นรถไฟที่สถานีเชียงใหม่ เดินทางไปเรียนรู้นอกตำราและนอกห้องเรียน 

 

    เรากำลังโดนสั่นคลอนความเชื่อมั่น

   โดยบุรุษ, ผู้แม้ไม่ได้จบปริญญาตรีในระบบมหาวิทยาลัย หากแต่เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางการดำรงชีวิตเยี่ยงปุถุชน

  

   หรือจะเรียกให้ง่ายหน่อยก็คือ การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อยู่บนความต้องการพื้นฐานของมนุษย์แบบเพลิดเพลิน ^^  

   

   เมื่อย้อนกลับไปมอง เนื้อหาความรู้ที่ร่ำเรียนมาจนหน้าดำ เรียนกันค่ำยันเช้า ตอนนี้ก็ยังเห็นไม่ชัดว่า แท้จริงแล้วหลักวิชาการส่วนใดที่ขมวดปมความคิด หล่อหลอมให้เราเป็นเราเช่นนี้

   หรือหลักวิชาการเหล่านั้นมิได้มีส่วนช่วยใดๆ แก่เราเลย คิดแล้วให้นึกสงสัย??? 

   

    หรือจะเป็นอย่างที่พี่โจเปรยเอาไว้ ทุกคนต่างมาเรียนรู้ร่วมกัน

  

   เราต่างก็เรียนรู้จากคนระหว่างทาง ทางเดินแห่งชีวิตของเรา การได้พบปะ พูดคุย ส่งผ่านเรื่องราว แลกเปลี่ยนปมความคิดเห็นซึ่งกันและกัน  

   

   สายลมคงหอบเอาความคิดนี้มาหย่อนลงที่สมองน้อยๆ ของเรา หรือพรายแอบมากระซิบที่ข้างหูในยามที่หลับไหล ที่มานั้นมาจากไหนกันแน่ เราไม่แน่ใจ แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ มันช่างจริงเสียยิ่งกว่าจริง...

 

   “ตลอดทุกวินาทีของชีวิต ทุกเรื่องราว ทุกสถานที่ ทุกบุคคล ทุกประสบการณ์, เปรียบดังเบ้า ที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”

  

   คงเป็นเช่นนี้กระมัง...   

 

 

7 >>>สั่นคลอนยกที่สอง: เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านแท้<<< 

 

    พิจารณาดูจากลายมือที่ออกอาการป่วยเป็นหวัดกระเสาะกระแสะของเราเองแล้ว ยิ่งทำให้เวียนหัว แต่ก็ยังพยายามแงะข้อความออกมาได้คร่าวๆ ว่า

   วัตถุประสงค์ของการย้ายฐานที่มั่นจากเมืองหนองคาย ที่ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนในแดนอีสาน  มาสร้างหลักปักฐานอยู่ที่อำเภอแม่แตงของพี่โจนั้น

 

   เกิดจากปัจจัยหลักคือ เมล็ดพันธุ์แท้ และ ความเรียบง่าย !!!

 

    เมล็ดพันธุ์ของพี่โจ เดินทางมาจากหลากที่ หลายภูมิภาค

   มิใช่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น แต่บางเมล็ด บางสายพันธุ์ เดินทางไกลข้ามผืนน้ำผืนฟ้าจากถิ่นฐานบ้านเกิดมาไกลแสนไกล

   เรียกว่าเกือบจะทั่วโลกเลยทีเดียว  

 

 

มะเขือเทศเชอร์รี่ ที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการเก็บเมล็ดพันธุ์ 

 

   พืชพันธุ์พื้นบ้าน, พี่โจเล่าว่า สมัยนี้จะหา “กะเพรา” ที่มีกลิ่มหอม เช่นที่ได้กินเมื่อครั้งเป็นเด็กน้อยยากยิ่งนัก ในท้องตลาดทุกวันนี้มีแต่กะเพราใบใหญ่ยักษ์ แต่ไร้ซึ่งความหอมของกะเพราพื้นบ้าน

   ผัดกะเพราจึงเป็นหมูผัดซอสที่โรยหน้าด้วยผักใบเขียวๆ ใหญ่ๆ เสียมากกว่า ยังมีผักอีกชนิดที่เห็นได้โดยทั่วไป

  

   หากใครไปร้านข้ามต้มแล้วสั่งผัดผักบุ้งไฟแดงๆ มาทานเป็นประจำต้องไม่พลาดที่จะได้รู้จักกับเจ้าผักชนิดนี้ “ผักบุ้งจีน”

   แค่ชื่อก็บอกสัญชาติตรงตัวอยู่แล้ว ว่าไม่ใช่ไทยแท้อย่างแน่นอน เดินทางข้ามน้ำเค็ม ผ่านลมทะเลมาไกลจากแดนมังกร แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนพี่ไทยก็ทานแต่ผักบุ้งจีนกันทั้งนั้น...  

 

รอจนผักออกดอก เผื่อเก็บเมล็ดไว้ปลูกอีก 

 

   เมล็ดพันธุ์จากทั่วทุกสารทิศที่พี่โจได้มาจะต้องเข้าสู่กระบวนการ...

ปลูก-กิน-เก็บ-แจก

ปลูก-กิน-เก็บ-แจก

ปลูก-กิน-เก็บ-แจก

ปลูก-กิน-เก็บ-แจก

ปลูก-กิน-เก็บ-แจก

ปลูก-กิน-เก็บ-แจก

ปลูก-กิน-เก็บ-แจก

   “ปลูก” เพื่อ ”กิน” ส่วนที่ดีเหมาะแก่การเก็บก็ “เก็บ” และแบ่งส่วนที่พร้อมจะแจก “แจก” จ่ายให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจ... 

  

    ซึ่งกระบวนการแปรเปลี่ยน “เมล็ดพันธุ์” ให้กลายเป็น “เมล็ดพันธุ์แท้” นั้นต้องผ่านการ ปลูก-กิน-เก็บ-แจก มาแล้วรุ่นต่อรุ่น ถึงเจ็ดรอบรุ่นทีเดียว

  

   ซึ่งหากย้อนกลับไปนับจากด้านบน จะนับได้เจ็ดบรรทัดตรงกันพอดิบพอดี (ลองเลื่อนสายตาขึ้นไปฝึกสมองกันได้จ้า!!! 

 

 

ดอกไม้จากต้นผัก 

 

    เหตุที่ต้องเจ็ดรอบมิใช่ความชอบส่วนตัวของพี่โจแต่อย่างใด

   หากแต่การจะสร้าง “เมล็ดพันธุ์แท้” ที่ไม่ว่าจะปลูกต่อไปอีกครั้ง อีกครั้ง หรืออีกหลายต่อหลายครั้ง ก็จะยังคงได้ผลผลิตที่มีรูปร่างและรสชาติ ไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นพันธุ์แท้ดั้งเดิมนั้น

   ต้องผ่านการปลูกและคัดแยกเมล็ดมาเก็บไว้ โดยการเก็บจะต้องเก็บไว้ในฐานะของอาหาร

   นั่นคือ ปลูกไปกินไป เก็บไปแจกไป ปลูกใหม่กินใหม่ เก็บใหม่แจกใหม่ ประมาณเจ็ดรุ่น จึงจะได้เมล็ดพันธุ์แท้ขึ้นมาหนึ่งพันธุ์

   อย่างที่พี่โจกล่าวไว้ กระบวนการนี้จะกินเวลาประมาณสองปีช่างเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทั้งเวลา ความอดทน ความรัก และความเชื่อมั่น อย่างมากทีเดียว... 

 

เมล็ดพันธุ์แท้ ในกำมือของเรา 

 

    มิใช่การเก็บไว้เป็นสิบปี เสมือนหนึ่งว่าเป็นของมีค่าชั้นเลิศ

   การเก็บแบบนี้บรรดานักวิชาการมักจะทำกันอย่างแพร่หลาย แต่การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้เมล็ดพันธุ์แท้เหล่านั้นหลงลืมความเป็นธรรมชาติ และขาดการพัฒนาไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

   เมื่อถึงวันที่เหมาะสม บรรดานักวิชาการก็จะทำการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ให้กลายมาเป็นพืชพันธุ์ทาง ที่ผ่านการตัด การแต่งพันธุกรรม

   เพื่อช่วยให้ได้ขนาดของผลที่ใหญ่ ขนาดใบที่ใหญ่ ผิวชั้นนอกที่สวยงามแลดูน่ารับประทาน สิ่งที่ปรับปรุงขึ้นมาเหล่านี้ ล้วนช่วยเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ราคาของผลผลิตทางการเกษตรทะยานสูงขึ้น

   ยิ่งสวยมาก ยิ่งใหญ่มาก ราคาก็ยิ่งแพงขึ้นตามลำดับโดยใช้เกณฑ์ความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอก เป็นกลไกในการกำหนดราคา 

  

    พืชพันธุ์ทาง, จำพวกที่รูปร่างหน้าตาสะสวย ขนาดใหญ่ได้มาตรฐานการซื้อขาย เพื่อผลกำไรอันสูงสุด ประโคมโหมโรงถึงสรรพคุณที่เพิ่มพูนขึ้นมาหลังจากการตัดแต่งพันธุกรรม

   แต่การจะปลูกให้ได้คุณภาพเหล่านั้น จะต้องเน้นไปที่การใช้ยา และสารเคมีระดับคุณภาพที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะควบคู่ไปด้วย

   หากแต่สิ่งที่แย่ที่สุดของเมล็ดพันธุ์พืชพันธุ์ทางเหล่านี้คือ จะปลูกได้เพียงครั้งเดียว!!!

    ครั้งเดียวเท่านั้นที่ผลผลิตที่เราได้มาจะมีหน้าตาสะสวย ขนาดมาตรฐานดั่งคำชวนเชื่อเหล่านั้น

   ครั้งต่อไป หากเราเก็บเมล็ดจากต้นในรุ่นแรกมาปลูกอีกครั้ง สิ่งที่เราได้กลับมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด หงิกๆ งอๆ อาจระบุไม่ได้ว่าเป็นพืชชนิดเดียวกันกับต้นพันธุ์ดั้งเดิมที่เราเก็บเมล็ดพันธุ์มาหรือไม่???

   ส่งผลให้ในรอบการปลูกครั้งต่อไป เกษตรกรยังคงต้องลงทุนกลับไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาเพื่อปลูกใหม่อีกครั้ง...

ซื้อ-ปลูก-ขาย

ซื้อ-ปลูก-ขาย

ซื้อ-ปลูก-ขาย

ซื้อ-ปลูก-ขาย

ซื้อ-ปลูก-ขาย

ซื้อ-ปลูก-ขาย

ซื้อ-ปลูก-ขาย

   เจ็ดรอบรุ่นเท่ากัน แต่เกษตรกรยังคงต้องลงทุนซื้ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด!!! 

 

 

ขยะของบางคน แต่ล้ำค่าสำหรับโจน จันได 

 

   ทางเลือกมีรอเราอยู่เสมอ ขอแค่เราเปิดใจมองหาเท่านั้น

   เมล็ดพันธุ์แท้เหมือนๆ กัน หนึ่งคือ เมล็ดพันธุ์ “พื้นบ้าน” แท้แท้ ของพี่โจ อีกหนึ่งคือ เมล็ดพันธุ์ “ตัดแต่งพันธุกรรม” แท้แท้ ที่เราบริโภคกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ของบริษัทยักษ์ใหญ่

    ในขณะที่เราเลือกได้ ก็ลองหันมาเลือกด้วยหัวใจกันสักนิด เพียงนิดเดียวที่เห็นความแตกต่าง แล้วกล้าที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกับตัวเราเอง เพียงนี้ก็เกินพอแล้ว...  

 

 

8 >>>น้อมรับการสั่นคลอนยกที่สอง เพื่อพื้นบ้านของเรา<<< 

 

       ประเด็นคือ ความแตกต่างระหว่าง “พื้นบ้าน” และ “ตัดแต่งพันธุกรรม” นั่นไงเล่า  

    ความคิดนี้ผุดปุ๋งขึ้นมาตรงหน้า ในขณะที่นั่งเหม่อลอย สายตามองไล่เรื่อยไปตามจังหวะการขยับปีก โบยบินไปของฝูงนก ที่บินวนไปเวียนมาอยู่ที่หน้าห้องโถงกลาง เรือนพักใจที่พี่โจยกให้พวกเราชาวคณะน้ำต้มผักใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราว...  

 

 

ทิวทัศน์อันงดงาม เมื่อนั่งมองจากหน้าห้องโถงกลาง 

 

   ส่งผลให้มืออ้วนๆ กลมๆ สั้นๆ ของเราสะบัดไป-มา เป็นเส้นคล้ายๆ ตัวหนังสือที่เป๋ไป-เป๋มา ทดไว้เป็นใจความเรียบๆ แต่ชัดเจนว่า

 

ความเป็นพื้นบ้าน, แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่เรียบง่าย (อย่างที่เราเองก็แอบหวังเอาไว้)  สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เกือบจะหยุดนิ่ง คิดแล้วนึกถึงทุ่งหญ้าโล่งกว้าง อากาศที่บริสุทธิ์และสดชื่น  

ส่วนการตัดแต่งพันธุกรรม, กลับชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตึกรามบ้านช่องใหญ่โต เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งหรูหรา ฝุ่นและควันที่คละคลุ้งในมวลอากาศ  

 

การเก็บเมล็ดพันธุ์แบบง่ายๆ ของพี่โจ เก็บไว้ในฐานะเป็นอาหาร  

 

   เมล็ดพันธุ์ก็เป็นเช่นนั้น...

   พื้นบ้านแท้,

   ปลูกง่าย

   เก็บง่าย

   กินง่าย

   แจกง่าย

   ทุกย่างดูง่ายไปเสียหมด เหมือนคำพูดติดปากของพี่โจ ที่ไม่ว่าพี่โจจะไขข้อข้องใจคำถามใดๆ เรื่องไหนๆ สุดท้ายแล้วก็ตบท้ายด้วยคำว่า “ง่าย” เสมอ

  

   ส่วนพันธุกรรมแท้,

   ปลูกก็ยาก (ต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมีควบคู่ไปด้วย)

   เก็บยังยุ่งยาก (ถ้าทำเป็นไร่ขนาดใหญ่ ต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อนย่นระยะเวลาการเก็บเกี่ยว)

   กินก็ยากเย็น (ผลกระทบที่เกิดจากการสะสมสารเคมีในร่างกาย อาจต้องใช้สารเคมีชนิดอื่นมาสลายสารเคมีที่ตกค้าง ระบบการพึ่งพาแต่สารเคมี เราก็บริโภคแต่สารเคมี)

   แจกยิ่งแสนเข็ญเข้าไปใหญ่ (เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงค่า ปลูกไว้เพื่อการขาย และหวังกำไรอันสูงลิบ เท่านั้น) 

   

    ทุกคนในฐานะผู้บริโภค มีสิทธิที่จะเลือกขอให้เลือกโดยใช้หัวใจ

   เลือกระหว่างบริโภค ความง่ายตามแบบพื้นบ้านแท้ๆ

   หรือความยากตามแบบโลกาภิวัตน์ ก็ล้วนแล้วแต่ความคิดและความเชื่อมั่นของแต่ละคน แค่คิดที่จะเลือกในสิ่งดีๆ ก็เพียงพอแล้ว... 

   

    ส่วนเราในฐานะของบุคคล ที่เดิมทีมีความรู้เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์แท้เพียงน้อยนิดยิ่งนัก ตอนนี้ก็ได้เริ่มนับหนึ่งกับเขาบ้างแล้ว กับเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับแจกมาจากพี่โจ...

   เมล็ดพันธุ์แห่งการดำเนินชีวิตเรียบง่าย แบบพื้นบ้านแท้ๆ กำลังแตกหน่อออกมาในชีวิตประจำวันของเราทีละนิด ตั้งแต่ลืมตาในเช้าวันใหม่ จนกระทั่งหลับตาลงอีกครั้งในยามค่ำคืน

   เช่นเดียวกันกับเจ้าเมล็ดพันธุ์แท้เม็ดจ้อย  หลากหลายชนิดที่กำลังเริ่มทยอยกันลงสู่พื้นดิน ผืนที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา

   เคยได้ยินกันไหมประโยคที่ว่า หากคิดจะดูดวงจันทร์แสงนวลที่สุดขอบฟ้าให้สวยต้องไปดูที่เมืองนี้ เมืองของพระจันทร์ ตามชื่อเมืองจันทบุรี...

 

 

ทุกที่เป็นเก้าอี้ให้นั่งได้ อยู่แบบง่ายๆ อย่างพี่โจ  

 

 

9 >>>ความเชื่อมั่น ไม่มีวันหมดอายุ<<< 

 

สองปี!!!

เวลาสองปี เท่ากับเจ็ดร้อยสามสิบวัน

เวลาสองปี เท่ากับหนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยยี่สิบชั่วโมง

   หากมีเวลาสองปี เราจะทำอย่างเช่นพี่โจไหมหนอ???

   หรือเราจะเลิกล้มความตั้งใจแล้วหันไปทำอย่างอื่นเสียดีกว่า...

   สักวันคงได้รู้กัน 

    ระบบสมองน้อยๆ ของเราทำงานอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง หลังจากได้ฟังคำตอบของพี่โจ คำตอบของคำถามที่เรายิงใส่พี่โจ

   ในช่วงเย็นของวันที่เราเดินไปรบกวนกิจกรรมการรดน้ำผัก ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันยามเย็นของพี่โจ ถ้อยคำเพียงสองคำนั้นทำให้ความคิดของเราแล่นไปเรื่อยเปื่อยอีกครั้ง ทั้งที่ริมฝีปากยังขยับขึ้นๆ ลงๆ  ปล่อยเสียงเป็นถ้อยคำถามออกมาใส่พี่โจ อย่างมิหยุดหย่อน... 

 

“ที่พี่โจบอกว่า แรกๆ ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นเนี่ย ใช้เวลากี่ปีเหรอคะ กว่าจะเริ่มปลูกได้น่ะค่ะ”

“สองปี”

“สองปีเลยเหรอคะ แล้วแบบนี้ช่วงแรกพี่โจทำอะไรกับพื้นที่ตรงนี้ล่ะคะ”

“ก็ปล่อยให้หญ้าขึ้น แล้วตัดทิ้งไปเรื่อยๆ”

“หญ้าที่เห็นขึ้นอยู่ทั่วไปนี่เหรอคะ” (มารู้ทีหลังเค้าเรียกว่า หญ้าหางม้า)

“ใช่ ปล่อยให้ขึ้นให้รกๆ ให้ทั่ว แล้วก็ตัด แล้วก็ปล่อยให้ขึ้นมาอีก”

“แล้วถั่วล่ะคะ เคยลองปลูกไหมคะ”

“ถั่วยังปลูกไม่ขึ้นเลย ตายหมด”

“โห ขนาดถั่วยังไม่ขึ้นแสดงว่าดินแย่มากๆ” (ย่าเราเคยสอนไว้ว่า เวลาซื้อที่ดินมาใหม่ๆ ต้องปลูกถั่วก่อน เพื่อเป็นการปรับสภาพดิน) 

 

สิ้นเสียง พี่โจหันมายิ้ม, เรายิ้มตอบ  

 

   บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปอีกสักพัก แล้วพี่โจก็หายไปกับฝูงไก่กุ๊กๆ ทิ้งเราไว้กับมวลพลังของความสงสัยในตัวเอง??? 

 

 

 

หญ้าหางม้า พระเอกของการปรับปรุงคุณภาพดิน 

 

    คำถามนั้นยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเรา...

   หากเป็นเรา, ต้องปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึงสองปี เราจะอดทนได้ครึ่งหนึ่งของพี่โจไหมหนอ... 

    เวลาสองปีแห่งความเชื่อมั่น กับผืนดินที่ปลูกอะไรก็ตายหมด ความเชื่อมั่นของพี่โจไม่มีวันหมดอายุจริงๆ 

 

แปลงผัก ข้างบ้านพี่โจ  

 

 

10 >>>เสียงเขย่า ดังก้อง<<< 

 

    ลมเย็นโชยๆ ที่พัดผ่านเข้ามาทางช่องว่างของกำแพงที่ก่อร่าง สร้างขึ้นมาจากดินล้วนๆ เปรียบดั่งหน้าต่างบานหนึ่ง

   เพียงแต่หน้าต่างบานนี้ ไม่มี”บาน”ก็เท่านั้นเอง มันจึงเปิดอ้าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวันปิด หน้าต่างที่ไม่มีบานหน้าต่าง...

   เราจะสามารถเรียกมันว่าหน้าต่างได้หรือไม่เนี่ย  

 

หน้าต่างที่ไม่มีแม้บานหน้าต่าง 

 

   กลับมาเข้าเรื่องของเราต่อ ลมโชยๆ ที่พัดเข้ามาในห้องโถงกลางค่ำนี้ คงจะนำพาอุ่นไอเย็นของความสุขมาด้วย จึงทำให้หนังตาของเราเริ่มทำงานอย่างหนักหน่วง

   แถมเจ้าสมุดทำมือเล่มน้อยก็แสดงทีท่าว่า อยากจะถูกวางลงไว้กับพื้นเสียมากกว่าจะมานอนนิ่งเงียบอยู่บนมือที่เกือบจะไร้เรี่ยวแรงของเรา...

   หลังจากที่สายตาและสมองได้ทำงานหนักกับภาพสวยๆ ของนานาบ้านดิน นานารูป นานาแบบ นานาสถานที่ จากหลากหลายมุมทั่วโลก

   ตาจดจ่อที่รูป หูเงี่ยฟังเสียงพี่โจเล่าเรื่องราวของภาพเหล่านั้นอย่างมีความสุข เมื่อรูปสุดท้ายถูกปิดลง สมองของเราก็เหมือนจะถูกปิดลงด้วยเช่นกัน...

   ไม่รู้สาเหตุมาจาก สายลมที่หอบเอาความเย็นสดชื่นหัวใจผ่านมา หรือเพราะความเหน็ดเหนื่อยของการตรากตรำถ่ายภาพทั้งวัน

   ใช่!! อ่านไม่ผิดแน่ เรามัวแต่ถ่ายภาพจนแทบจะไม่ได้ลงมือ ลงแรงช่วยทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับชาวคณะเลย เพียงยืนชื่นชมภาพเหล่านั้นผ่านเลนส์กล้องเท่านั้น 

 

ชาวน้ำต้มผัก ข่วยกันปลูกมะละกอ อย่างแข็งขัน 

 

   อาการเหนื่อยก็คงมาจากการถ่ายภาพเสียมากกว่า สมองเริ่มไม่สั่งการ ระบบการรับรู้และควบคุมร่างกายเริ่มไม่สมดุล เปลือกตาดูเหมือนจะถูกมวลแรงพลังที่มิรู้ว่ามาจากขุมไหนดึงให้แคบลง แคบลง จบปิดสนิทในที่สุด...  

   

   ท่ามกลางความมืดมิด เสียงหนึ่งแว่วมากระซิบที่ข้างหู สติเริ่มวิ่งวุ่นหาแสงสว่าง แล้วเปลือกตาก็ถูกบังคับให้แยกออกจากกันอีกครั้งความคิดแล่นปรื๊ดปร๊าดทันที !!!

 

“เราได้อะไร จากการมาทริปครั้งนี้ เราได้อะไร เราได้อะไร เราได้อะไร”

 

   จิตใจจดจ่อ สมาธิเริ่มมาเยือน นั่นซิ่ “เราได้อะไรมาบ้างแล้ว เราตามหาคำตอบให้แก่คำถามของเราเจอหรือยัง” 

    เสียงรอบตัวกลับมาอึกทึกเหมือนก่อนสติจะหลุดไปอีกครั้ง แต่คำถามนั้นยังคงดังก้อง อยู่ในโสตประสาทแห่งการรับรู้...

   คำถามที่ว่า เราควรจะเลือกแยกไปทางไหนดี ในการผลัดเปลี่ยนเส้นทางที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้  

 

 

11 >>>ปล่อยให้กระบวนการเขย่า เข้าครอบงำ<<< 

 

    จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าชีวิตนี้ เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร คำถามที่ฉุดรั้ง ปมความคิดที่ค้างคาของเรา ส่งผลให้เกิดการกระแทกเข้าอย่างแรงที่ใจกลางปม...

   หลายคนตอบคำถามนี้ได้อย่างไม่ลังเล บางคนคิดหาคำตอบให้คำถามนี้ในทุกนาทีที่ผ่านไป และยังมีคนอีกไม่น้อยที่ยังชั่งใจอยู่ว่า คำถามประเภทนี้มีคำตอบที่เรียกว่า “ถูกต้อง” จริงรึเปล่า... 

    สำหรับเรา เป็นประเภทที่คิดเสมอว่า เรายังเดินทางไปไม่ถึงคำตอบ เดินไปเรื่อยๆ คำตอบคงผ่านมาให้ได้ทำความรู้จัก

   แล้ววันคืนแห่งการพบเจอก็นำพา คำตอบที่โดนใจ มาสู่เรา  

    หนุ่มนักคิด ซึ่งเป็นหัวหน้าทริปในครั้งนี้ ได้กล่าวไว้อย่างน่าฉุกคิด และต้องคล้อยตามในที่สุดว่า

 

“ชีวิต คือ การหา และ การให้” 

 

    สำหรับเราในวันนี้ การหาความสุข ถือเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต

   เมื่อเราค้นพบความสุขที่แท้จริงแห่งชีวิต เราก็เข้าใจในทันที ถึงเหตุแห่งการปันความสุขเหล่านั้นให้แก่ผู้อื่น

   ชิวิตจึงดำเนินอยู่บนเส้นทางของความสุข ที่หามาใส่ตัว และปันเผื่อแก่ผู้อื่น

 

   ทุกวันนี้การหา และการให้ ยังคงครอบงำอยู่ในทุกย่างก้าวในการดำเนินชีวิตของเรา

 

   บางครั้งหาความรู้ แล้วแบ่งปันสาระแก่เพื่อนฝูง 

   บางครั้งหาหนังสือดีๆ มาอ่าน แล้วแบ่งปันประเด็นความคิดแก่พี่น้อง

 

   ชีวิตคือ การหา และการให้ อย่างแท้จริง... 

 

 

แม้แต่ชีวิตเล็กๆ ต่างก็มีเส้นทางของตนเอง   

 

 

12 >>>ทั้งเขย่า ทั้งสั่นคลอน<<<     

 

   ในวาระสุดท้ายแห่งการอยู่ร่วมกัน ณ บ้านพี่โจ

   พวกเราชาวทริปต่างหยิบกระดาษโน้น ฉวยสมุดนี้มาแบ่งปัน ถ้อยคำดีๆ ข้อคิดเจ๋งๆ กำลังใจแจ๋วๆ ให้แก่กัน 

 

   โอ้ว!!! ใจสั่น ยามเมื่อเดินเข้าไปขอให้พี่โจช่วย เขียนอะไรสักเล็กน้อยลงสมุดทำมือเล่มเล็ก

   แต่แล้วสายตาก็พลันได้เห็น ข้อความสีน้ำเงินที่ปรากฏในสมุด ทำเอา มือสั่น จนหยุดไม่อยู่ยามที่ยื่นออกไปรับสมุดเล่มนั้นกลับมา...

  

   สั่นแล้ว สั่นคลอนไปหมดทั้งร่างกาย และจิตใจ !!! 

 

 

ข้อคิดที่เปรียบดังพายุ ถาโถมเข้าหาจิตใจของเรา “ชีวิตง่ายๆ ทำให้ยากทำไม” จากพี่โจ โจน จันได 

 

    ตั้งแต่วันแรก-จนวันสุดท้าย เรานับรวมไม่ได้เลย ว่าพี่โจพูดคำว่า “ง่าย” กี่ครั้ง ทุกคำตอบ ทุกเรื่องราวของพี่โจล้วน “ง่าย” ไปเสียหมดส่วน

   อะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่า “ยาก” นั้น พี่โจบอกว่า วิธีการที่ใช้นั้น “ผิด” เลยทำให้ “ยาก” 

 

   ก็จริงอย่างที่พี่โจเล่าเอาไว้ หากเราทำมันอย่างถูกต้อง อะไรๆ ก็ง่าย ได้ทั้งนั้น

 

   เพราะความ ยาก-ง่าย นั้นคงต้องใช้ “ใจ” ของเราเองต่างหากเป็นเครื่องตัดสิน

 

   จะยาก หรือจะง่าย ขึ้นอยู่กับเราเลือกเดิน ทางแยกของชีวิตมีมากมาย

 

   หากเรามองว่ามันง่าย คิดซะว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ชีวิตมันก็จะง่าย แต่หากเมื่อใดเราเองยังมองว่าชีวิตนี้ช่างยากเย็นแสนเข็ญ เมื่อนั้นชีวิตมันก็จะยาก อย่างที่เราคิดไว้ไม่ผิดเพี้ยน 

 

   “ชีวิตง่ายๆ ทำให้ยากทำไม”  

 

   เลือกคิด เลือกมอง เลือกทำให้ชีวิตมันง่าย เมื่อนั้นปัญหาของเรื่องยากๆ ก็จะสลายหายไปกับสายลม... 

 

 

กำลังใจแจ่มแจ๋ว “คงอยู่ตลอดไปนะ” จากพี่ก้อง    

 

   ตลอดชีวิตของคนหนึ่งคน จะสามารถพบเจอ เรียนรู้ และลิ้มลอง ประสบการณ์ต่างรูปแบบ หลากรสชาติ หลายมุมมอง ได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

   บางครั้งก็ดาหน้าเข้ามาทีเดียวพร้อมเพรียงกัน บางครั้งก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา

    

   แต่จะมีครั้งใดบ้าง ที่เราจะสามารถจดจำ ทุกรายละเอียดไว้ได้อย่างแม่นยำ ไม่ขาดตกบกพร่อง เรื่องราวเหล่านั้นที่จะคงอยู่ตลอดไป...    

 

   สำหรับเรา การเดินทางเพียงช่วงเวลาสั้นๆ สามวัน-สี่คืน ในครั้งนี้จะ “คงอยู่ตลอดไป” ในเครื่องบันทึกความจำทั้งสีเหลือง และสีแดง อย่างแน่นอน   

 

   สมอง, เครื่องบันทึกความจำสีเหลือง จะจดจำทุกระบบความคิด ทุกมุมมองของชีวิต มาประยุกต์ใช้ หล่อหลอมรวมเป็นตัวเรา ให้คงอยู่กับเราตลอดไป   

   หัวใจ,เครื่องบันทึกความจำสีแดง พร้อมเก็บทุกความรู้สึกดีๆ ทุกมิตรภาพ ทุกสายสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ นี้ ให้คงอยู่ตลอดไป   

 

   เวลามิได้เป็นเครื่องกีดกั้นอีกต่อไป

   อย่างที่พี่ก้องได้พูดเอาไว้อย่างน่าจดจำว่า... 

 

   “ผมอยากสร้างงานที่ เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่คงอยู่ตลอดไป” 

 

   แม้มันจะเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นกับเราเพียงชั่วครู่ แต่เชื่อเถอะว่า มันจะคงอยู่กับเราตลอดไป...    

 

 

13 >>>ขอบคุณ จากใจ<<<     

 

   วาระสุดท้ายของบันทึกนี้ จะขอกล่าวคำขอบคุณแก่ทุกเรื่องราวประสบพบมาตั้งแต่ ก่อนการเดินทาง ระหว่างการเดินทาง และหลังการเดินทาง 

 

ก่อนการเดินทาง

พ่อและแม่ => ที่ไม่เคยห้ามปราม และปล่อยให้เราได้ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง

อาต้อย => ที่ปันทรัพย์มาเป็นค่าเดินทางในครั้งนี้

เจ้าบอล => ที่ทำให้เห็นว่า ชีวิตเราควรถึงจุดเปลี่ยนเสียที

อาติงลี่ => ที่วันนั้นชี้ให้เห็นว่า ทางนี้แหละเหมาะแล้ว

พี่นัน พี่น้อง พี่ขวัญ พี่ยุ้ย เจ้านัตตี้ => ที่ช่วยรับอุปการะงานการของเราและของพี่เก๋ไปดูแลแทน ทำให้ครั้งนี้ เรามีโอกาสได้รู้จักพี่เก๋จากอีกมุมหนึ่ง 

 

ระหว่างการเดินทาง

ผู้ร่วมทริปทุกท่าน => ที่รวมกันแบ่งปันความรู้ ความสุข ความสนุกสนาน และข้อคิดดีๆ ให้แก่กันอย่างล้นเหลือ

พี่ๆ ที่พันพรรณ ทุกคน => ที่พร้อมที่จะถ่ายเท และถ่ายทอดความรู้ สู่ผู้สนใจอย่างไม่ย่อท้อ

เหล่าคนระหว่างทาง ที่ได้พบเจอ => ทุกคนทำให้การเดินทางมีความหมายมากขึ้นในทุกๆ ย่างก้าวที่เดินผ่าน 

สมุดทำมือเล่มน้อย และปากกาคู่ใจ => ช่วยทด ช่วยจำ หลากหลายอารมณ์ และมุมมองความคิด

ตื่นจนเช้า และตำรา101 => หนังสือที่เป็นเพื่อนเดินทางของทริปนี้ 

 

หลังการเดินทาง

ผู้ร่วมทริปอีกเช่นเคย => ที่ยังส่งความรู้สึกดีๆ ถึงกันผ่านตัวอักษร และภาพถ่าย

นิ้วมือ และเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด => ที่ทำให้เรื่องราวดีๆ จากทริปนี้ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาสู่ผู้อื่น

ด.ญ.การ์ตูน => เด็กน้อยที่ช่วยตรวจร่างเรื่องราวหลายต่อหลายรอบ เพื่อให้ทุกตัวอักษรถูกต้องตรงตามอักขระไทย 

 

 

>>>ส่งท้าย<<< 

 

    อยากจะขอยืมและหยิบยกคำพูดของพี่โจ มาแถลงต่อให้เป็นที่กระจ่างเสียหน่อยว่า 

  

    “ที่นี่คือโรงเรียนของผม คือมหาลัยของผม”

   “ต้องขอบคุณทุกคน ที่มาเป็นอาจารย์พิเศษของผม” 

 

    เราเองก็เช่นกัน... 

 

    “เบลล์ต้องขอขอบคุณทุกคน ที่มาเป็นอาจารย์พิเศษ ในช่วงเวลาพิเศษๆ เช่นนี้ ขอบคุณที่เข้ามาทำให้โรงเรียนชีวิตแห่งนี้ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา”

   “ขอบคุณ จากใจ” 

 

ชีวิตมันง่ายขึ้นทุกวินาที

Dumbells

 

 

หลังจากกลับมา...
๑.ความสุขที่ว่ารออยู่ที่ปลายทาง... แท้ที่จริง อยู่ที่ใจ เราเองต่างหาก
๒.ชีวิตคนเรา ง่าย เรียบ และราบรื่น
๓.ทุกคนมีฝัน... ฝันนั้นรอเราอยู่
๔.จุดเริ่มต้น คือ จุดเปลี่ยนของความคิด

 

 

ปล. ทุกคนสามารถติดตาม และหาข้อมูลเพิ่มเติม ในแง่มุมต่างๆ ได้จากเว็บไซด์ต่อไปนี้เลย

-   http://www.lonelytrees.net/?p=1781

-   http://www.punpunthailand.org/

-   http://j2jtr.multiply.com/photos/album/21/21#

และเว็บ อื่นๆ อีกมากมายที่เหล่าผู้ร่วมทริปนี้จะทยอยกันโพส ให้ได้อ่านกัน^^

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยาวมาก...
อ่านแล้วเสียดายค่ะ อดไป

พี่โจ เป็นบุคคลคนนึงเลยนะ ที่พี่อยากเจอbig smile

#1 By bee_jung on 2010-04-01 05:10

เด็กหญิง ดำเบว

เราแปะไว้ก่อนนะ
ตอนนี้ตาเจ็บ
อ่านไปเล็กน้อย แล้วข้อมูลมันบาดตา แอนด์บาดใจ

ไว้แวะมา

เพราะว่าข้าพเจ้า addfav ไว้แว้ววววว
ดูจากพื้นที่และงานที่นำเสนอ
ลองเล่าให้ ง่าย ลงกว่านี้ก็จะ งาม ไม่หยอกน่อ

อย่างที่เราบอกเองในข้อ 4 นั่นแหละ
จุดเริ่มต้น ก็คือ จุดเปลี่ยนของความคิด

ลองดู จะรอดู

big smile

#3 By 1306ix (124.120.108.50) on 2010-04-01 18:01

เรื่องที่เกิดขึ้น
คงอยู่ตลอดไปจริงๆด้วยล่ะเบลล์

#4 By iamjar (203.131.211.132) on 2010-04-01 18:20

ยาวมากอ่า พี่เบลลลลล ~

ในที่สุดผลงานก้อออกมาซะที
congratulation naa ma sister

#5 By ga4toon (118.172.255.196) on 2010-04-01 20:15

เข้ามาอ่านเกินกว่า 5 รอบก็ยังไม่จบ...ไปนอนก่อนนะแล้วจะกลับมาอ่านต่อ ^--^

#6 By Kaekai (115.67.115.99) on 2010-04-12 23:33

เขียนดีจังค่ะ อ่านง่าย เข้าใจง่าย

ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวนะคะcry

#7 By C h i n g c h i n g on 2010-05-13 14:44

พี่เบลล์ เพิ่งได้เข้ามาอ่าน ไปหายหัวอยู่ที่ไหนตั้งนานก็ไม่รู้

มวลสารที่ได้ในช่วงเวลานั้น ณ เวลานี้ก็ยังคงอยู่ และจะคงอยู่ตลอดไป เช่นที่พี่ก้องว่า

ชอบค่ะ
มิว ^^

#8 By padoria on 2010-06-23 22:14